Blog

เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสนับสนุนคนพิการในการเรียนระดับอุดมศึกษา

เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสนับสนุนคนพิการในการเรียนระดับอุดมศึกษา

เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสนับสนุนคนพิการในการเรียนระดับอุดมศึกษา

Student blog — 28/03/2025

เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสนับสนุนคนพิการในการเรียนระดับอุดมศึกษา

เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสนับสนุนคนพิการในการเรียนระดับอุดมศึกษา

การศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างโอกาสทางอาชีพให้กับทุกคน รวมถึงผู้พิการ อย่างไรก็ตาม ผู้พิการอาจเผชิญอุปสรรคหลายประการในการเข้าถึงการศึกษา ปัจจุบันเทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ (AI) จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดช่องว่างทางการศึกษา และสนับสนุนการเรียนรู้ของผู้พิการให้มีประสิทธิภาพและเท่าเทียมมากขึ้น บทความนี้จะพาไปรู้จักกับเทคโนโลยีและ AI ที่กำลังเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนสำหรับผู้พิการกลุ่มต่าง ๆ พร้อมยกตัวอย่าง AI ที่นำมาช่วยผู้พิการแต่ละกลุ่ม

  • ความหมายของเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ และคนพิการ

    • เทคโนโลยี (Technology) หมายถึง การนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างเครื่องมือ อุปกรณ์ หรือระบบต่าง ๆ ที่ช่วยแก้ปัญหาและอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน เทคโนโลยีครอบคลุมทั้งฮาร์ดแวร์ (เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ) และซอฟต์แวร์ (เช่น แอปพลิเคชัน ระบบปฏิบัติการ) ซึ่งสามารถช่วยให้มนุษย์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น (Rouse, 2021) 
    • ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) หมายถึง ระบบคอมพิวเตอร์ที่ถูกโปรแกรมให้สามารถคิด เรียนรู้ และตัดสินใจได้เหมือนหรือใกล้เคียงกับมนุษย์ AI ใช้ข้อมูลจำนวนมากและอัลกอริทึมเพื่อวิเคราะห์และทำนายผลลัพธ์ต่าง ๆ โดยไม่ต้องได้รับการโปรแกรมอย่างชัดเจนในทุกขั้นตอน AI สามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภท เช่น Machine Learning, Natural Language Processing (NLP), Computer Vision และ Robotics (Russell & Norvig, 2020) 
    • คนพิการ (Disabled Person) หมายถึง บุคคลที่มีข้อจำกัดทางร่างกาย สติปัญญา จิตใจ หรือการรับรู้ sensory (เช่น การมองเห็น การได้ยิน) ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันและการมีส่วนร่วมในสังคม ข้อจำกัดเหล่านี้สามารถเป็นมาแต่กำเนิดหรือเกิดขึ้นภายหลังเนื่องจากโรคภัย อุบัติเหตุ หรือวัยชรา อย่างไรก็ตาม ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและ AI ผู้พิการหลายคนสามารถเอาชนะข้อจำกัดเหล่านี้และใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ (World Health Organization, 2021) 
  • สถานการณ์ผู้พิการในประเทศไทย

          จากข้อมูลล่าสุดของ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พ.ศ. 2568) ประเทศไทยมีผู้พิการที่ลงทะเบียนไว้ประมาณ 2.2 ล้านคน โดยแบ่งประเภทความพิการหลัก ๆ ได้ดังนี้ (กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ, 2568)

    1. ความพิการทางการเห็น: มีจำนวนประมาณ 7.74% ของผู้พิการทั้งหมด
    2. ความพิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย: ประมาณ 19.28% ของผู้พิการทั้งหมด
    3. ความพิการทางการเคลื่อนไหว ประมาณ 51.68% ของผู้พิการทั้งหมด
    4. ความพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม: ประมาณ 7.42% ของผู้พิการทั้งหมด
    5. ความพิการทางสติปัญญา: ประมาณ 6.56% ของผู้พิการทั้งหมด
    6. ความพิการทางการเรียนรู้: ประมาณ 0.79% ของผู้พิการทั้งหมด
    7. ความพิการทางออทิสติก: ประมาณ 1.20% ของผู้พิการทั้งหมด

    แม้ว่าจำนวนผู้พิการในประเทศไทยจะไม่น้อย แต่การเข้าถึงการศึกษาและการพัฒนาทักษะยังเป็นความท้าทายใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล เทคโนโลยีและ AI จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยลดช่องว่างนี้

  • เทคโนโลยี และ AI ที่สนับสนุนการเรียนรู้สำหรับคนพิการ


    เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือคนพิการในการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษา โดยสามารถใช้เพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากความพิการ เทคโนโลยี หรือปัญญาประดิษฐ์ที่นำมาใช้สำหรับผู้พิการในแต่ละกลุ่ม มีดังนี้

    1. ผู้พิการทางการเห็น
      ผู้พิการทางการเห็น หรือผู้พิการทางสายตามักพบอุปสรรคในการเข้าถึงข้อมูลที่เป็นตัวอักษรหรือภาพ เทคโนโลยีและ AI ช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้หลายรูปแบบ

      • Text-to-Speech (TTS) เทคโนโลยีแปลงข้อความเป็นเสียงพูด ช่วยให้ผู้พิการทางสายตาสามารถฟังเนื้อหาจากหนังสือหรือเอกสารต่าง ๆ ได้ เช่น Google Text-to-Speech และ Amazon Polly
      • โปรแกรมอ่านหน้าจอ (Screen Readers) เช่น VoiceOver (iOS), TalkBack (Android), NVDA และ JAWS เป็นซอฟต์แวร์ที่อ่านข้อความบนหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนเป็นเสียง ซึ่งช่วยให้ผู้พิการทางสายตาสามารถเข้าถึงเนื้อหาการเรียนการสอนได้
      • AI สำหรับการจดจำภาพ (AI-Powered Image Recognition) เป็น AI ที่สามารถอธิบายภาพหรือวัตถุให้ผู้พิการทางสายตาฟังได้ เช่น Seeing AI (Microsoft) และ Google Lookout
      • Braille Displays คือ อุปกรณ์แสดงผลอักษรเบรลล์ที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน เช่น Orbit Reader 20
      • Navigation AI เป็นระบบนำทางด้วยเสียง เช่น Be My Eyes
      • การสั่งงานด้วยเสียง เช่น Siri และ Google Assistant
    2. ผู้พิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย
      สำหรับผู้พิการทางการได้ยิน เทคโนโลยีและ AI ช่วยให้การสื่อสารและการเรียนรู้เป็นไปได้อย่างราบรื่น ได้แก่

      • เทคโนโลยีการแปลคำพูดเป็นข้อความ (Speech-to-Text) เทคโนโลยีแปลงเสียงพูดเป็นข้อความ ช่วยให้ผู้พิการทางการได้ยินสามารถอ่านสิ่งที่ครูหรือเพื่อนพูดได้ในเวลาจริง เช่น Google Live Transcribe, Ava และ Otter.ai
      • Sign Language Recognition: AI ที่สามารถแปลภาษามือเป็นข้อความหรือเสียงพูด เช่น SignAll และ MotionSavvy UNI
      • การใช้ระบบคำบรรยายใต้ภาพ (AI Subtitle & Closed Captioning Tools) ระบบคำบรรยายอัตโนมัติในวิดีโอหรือการบรรยายสด เช่น YouTube Automatic Captions, Ava, Microsoft Teams และ Zoom Captions
      • Text-to-Speech AI: แปลงข้อความ (Text) เป็นเสียงพูด (Speech) เช่น Speechify และ Google Text-to-Speech
    3. ผู้พิการทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว
      ผู้พิการทางร่างกายอาจมีข้อจำกัดในการใช้แป้นพิมพ์หรือเมาส์ เทคโนโลยีและ AI ช่วยให้ผู้พิการสามารถควบคุมอุปกรณ์และเข้าถึงการเรียนรู้ได้สะดวกขึ้น

      • ระบบควบคุมด้วยเสียง (Voice Control Systems) เช่น Google Assistant, Siri, Alexa, Windows Speech Recognition และ Dragon NaturallySpeaking สามารถช่วยให้ผู้พิการที่มีปัญหาในการเคลื่อนไหวสามารถใช้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกขึ้น
      • AI เทคโนโลยีควบคุมด้วยดวงตา (Eye-Tracking Technology) เทคโนโลยีที่ใช้การเคลื่อนไหวของดวงตาเพื่อควบคุมคอมพิวเตอร์หรือแท็บเล็ต เช่น Tobii Dynavox, Eye Control in Windows 10 และ EyeTech
      • ซอฟต์แวร์แปลงเสียงเป็นข้อความ (Speech-to-Text Software) เช่น Otter.ai, Google Live Transcribe และ Ava ช่วยแปลเสียงพูดเป็นข้อความแบบเรียลไทม์
      • หุ่นยนต์ช่วยเหลือสำหรับผู้พิการ (Robotic Assistive Devices) เช่น JACO Robotic Arm, ReWalk Exoskeleton และ LUKE Arm
    4. ผู้พิการทางสติปัญญาหรือการเรียนรู้
      ผู้พิการทางสติปัญญาหรือการเรียนรู้ เช่น โรคดิสเล็กเซีย (Dyslexia) หรือสมาธิสั้น (ADHD) สามารถได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีและ AI ดังนี้

      • Personalized Learning Platforms คือ แพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่ปรับเนื้อหาให้เหมาะกับความต้องการของผู้เรียนแต่ละคน เช่น Khan Academy และ Duolingo
      • AI สามารถช่วยในด้านการปรับการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับความสามารถของแต่ละคน เช่น การพัฒนาแอปพลิเคชันที่ใช้เทคโนโลยีการเรียนรู้ที่ปรับตัวเองตามผู้เรียน (Adaptive Learning) เพื่อให้การเรียนการสอนมีความยืดหยุ่นและตรงกับความสามารถของผู้เรียนแต่ละคน เช่น AI Tutor
      • ซอฟต์แวร์ช่วยการเรียนรู้ (Learning Support Software) เช่น Kurzweil 3000 ช่วยให้ผู้มีภาวะ Dyslexia อ่านและเข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น
      • แอปพลิเคชันช่วยจดบันทึก (Note-Taking Apps) เช่น Glean และ Sonocent Audio Notetaker ช่วยให้นักศึกษาบันทึกข้อมูลได้สะดวกขึ้น
      • เครื่องมือช่วยจัดการเวลา (Time Management Tools) เช่น Trello และ Google Calendar ช่วยให้วางแผนการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
      • ผู้ช่วยเสมือน (Virtual Assistant) เช่น Cleo (Virtual Assistant), Google Assistant และ Siri การใช้ผู้ช่วยเสมือน AI เพื่อช่วยในการจัดการกิจกรรมประจำวัน การตั้งเตือนหรือส่งข้อความให้กับผู้ดูแล
    5. ผู้พิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม
      เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถช่วยผู้พิการทางจิตใจหรือพฤติกรรมในหลายด้าน ทำให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตได้สะดวกขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

      • แชทบอทและแอปพลิเคชันให้คำปรึกษา เช่น Wysa และ Woebot ใช้ AI วิเคราะห์อารมณ์และให้คำแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับสุขภาพจิต
      • แอปพลิเคชันช่วยจัดการความเครียด (Mental Health Apps): เช่น Headspace และ Calm ช่วยลดความวิตกกังวลและเสริมสร้างสมาธิ
      • AI ผู้ช่วยส่วนตัว เช่น Siri, Google Assistant และ Alexa สำหรับช่วยเตือนนัดหมาย กำหนดตารางเวลา และให้คำแนะนำเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวัน
      • AI ที่ใช้ร่วมกับ VR ในการบำบัดภาวะ PTSD หรือความวิตกกังวลจากการเผชิญกับสถานการณ์ที่ผู้ป่วยกลัวหรือวิตกกังวล เช่น Bravemind
  • ความท้าทายและโอกาสในอนาคต

    แม้เทคโนโลยีและ AI จะมีศักยภาพในการสนับสนุนผู้พิการ แต่ยังมีข้อท้าทายที่ต้องแก้ไข เช่น

    • ต้นทุนที่สูง: อุปกรณ์และซอฟต์แวร์บางอย่างมีราคาแพง ทำให้ผู้พิการบางกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงได้
    • การออกแบบที่ครอบคลุม: จำเป็นต้องออกแบบเทคโนโลยีให้รองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้พิการทุกกลุ่ม
    • การฝึกอบรม: ครูและผู้สอนจำเป็นต้องได้รับการฝึกอบรมเพื่อใช้เทคโนโลยีเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในอนาคต เทคโนโลยีและ AI จะยังคงพัฒนาต่อไป เพื่อสร้างโลกที่ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าพวกเขาจะมีข้อจำกัดทางกายภาพหรือการเรียนรู้

เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้พิการสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ง่ายขึ้น แต่ยังช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ครอบคลุม (Inclusive) และเท่าเทียมกัน เทคโนโลยีต่าง ๆ ช่วยให้คนพิการสามารถเข้าถึงการเรียนการสอนได้ดีขึ้น ช่วยลดอุปสรรคที่พวกเขาต้องเผชิญ และทำให้พวกเขาสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองในการเรียน และการทำงานในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น
สามารถติดตามเรื่องราวดี ๆ จากสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยหอการค้า ได้ทางช่องทางด้านล่าง

ผู้เขียน: ดร.ศศิธร มงคลศรีพัฒนา

เอกสารอ้างอิง

  • กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. (2568). สถานการณ์คนพิการในประเทศไทย. [ออนไลน์] สืบค้นจาก https://dep.go.th/images/uploads/files/31012568.pdf
  • Russell, S., & Norvig, P. (2020). Artificial Intelligence: A Modern Approach (4th ed.). Pearson.
    Rouse, M. (2021). What is technology?. TechTarget. Retrieved from https://www.techtarget.com/
  • World Health Organization. (2021). Disability and health. Retrieved from https://www.who.int/

#เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร #ictutcc #คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี #มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย #วิทยาหอการค้า #เด็กหัวการค้า #หอการค้าไทย #หอการค้า #Dek68 #Portfolio68 #TCAS68 #TGAT #TCAS68 #AiUniversity #คนพิการ #เทคโนโลยีสนับสนุนคนพิการ #AIสนับสนุนคนพิการ #การเรียนระดับอุดมศึกษา #ict