ระบบปฏิบัติการคืออะไร จากคอมพิวเตอร์ยุคแรกสู่ยุค AI ที่อยู่รอบตัวเรา

Student blog — 16/12/2025

AI UTCC
ระบบปฏิบัติการคืออะไร จากคอมพิวเตอร์ยุคแรกสู่ยุค AI ที่อยู่รอบตัวเรา
ระบบปฏิบัติการ (Operating System – OS) คือขุมพลังเบื้องหลังที่กำหนดวิธีที่เราปฏิสัมพันธ์กับเทคโนโลยี มันไม่ใช่เพียงแค่โปรแกรมธรรมดา แต่เป็น ‘หัวใจ’ ที่ทำให้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ดิจิทัลมากมายทำงานได้อย่างลื่นไหล นับตั้งแต่การบูทเครื่อง, การเปิดแอปพลิเคชัน, การจัดการไฟล์, ไปจนถึงการเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นได้ด้วยการจัดการอันชาญฉลาดของ OS ในช่วงแรกเริ่ม OS ทำหน้าที่เป็นเพียง ‘ตัวกลาง’ ระหว่างผู้ใช้กับฮาร์ดแวร์อันซับซ้อน แต่ด้วยกาลเวลาและการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี บทบาทของ OS ได้ขยายใหญ่ขึ้น จากระบบที่ใช้เพียงบัตรเจาะรูในยุคแรก สู่ยุคที่สามารถสั่งการด้วยเสียงและเชื่อมต่อกับทุกสิ่งได้อย่างไร้รอยต่อในปัจจุบัน วิวัฒนาการนี้ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของโลกคอมพิวเตอร์และชีวิตเราไปอย่างสิ้นเชิง แล้ว OS เหล่านี้เติบโตมาได้อย่างไรบ้าง? เรามาสำรวจเส้นทางของมันกัน

ยุคบุกเบิก (1940s–1950s) คือ ยุคที่ต้องใส่คำสั่งด้วยมือแบบโคตรลำบาก” นี่คือช่วงเวลาที่คอมพิวเตอร์ยังเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกวิทยาศาสตร์ และการใช้งานก็ไม่ต่างจากการประกอบจรวด—ซับซ้อนและเปราะบางสุด ๆ
  • ENIAC คอมพิวเตอร์ยุคแรกต้องใส่คำสั่งผ่าน การ์ดเจาะรู หรือ เทปกระดาษ ซึ่งหมายความว่าแค่พิมพ์ผิดนิดเดียวก็ต้องเริ่มใหม่หมด
  • ไม่มีระบบปฏิบัติการ (OS) คอยจัดการอะไรเลย ทุกอย่างต้องเขียนเอง ตั้งแต่การควบคุมหน่วยความจำไปจนถึงการสั่งงานฮาร์ดแวร์
  • ความผิดพลาดเล็กน้อย = ระบบล่มทั้งชุด เพราะไม่มีระบบป้องกันหรือจัดการข้อผิดพลาดแบบที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน
สรุป ยุคนี้ทำให้เราเห็นคุณค่าของ OS อย่างแท้จริง—มันคือผู้ช่วยชีวิตของนักพัฒนา ที่เปลี่ยนการเขียนโปรแกรมจาก “ภารกิจระดับ NASA” ให้กลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปก็สามารถเรียนรู้และใช้งานได้
ยุค Batch Processing (1955–1965) เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ระบบปฏิบัติการเริ่มมีบทบาทในการจัดการงานแบบ “เป็นชุด” หรือที่เรียกว่า Batch Processing ซึ่งช่วยให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานต่อเนื่องได้โดยไม่ต้องมีคนคอยสั่งงานทีละขั้นตอน
  • GM-NAA I/O คือระบบปฏิบัติการตัวแรกที่รองรับการประมวลผลแบบ Batch โดยพัฒนาโดย General Motors ร่วมกับ North American Aviation ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ OS เพื่อจัดการงานอัตโนมัติ
  • IBM OS/360 เปิดตัวในยุคนี้และถือเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่ เพราะสามารถรันหลายโปรแกรมพร้อมกัน (multiprogramming) ได้ ทำให้การใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ไม่ต้องนั่งเฝ้าหน้าจอหรือป้อนคำสั่งทีละบรรทัดอีกต่อไป—แค่ส่งชุดคำสั่งเข้าไป แล้วปล่อยให้ระบบจัดการเอง!
สรุป ยุคนี้คือจุดเริ่มต้นที่ระบบปฏิบัติการเริ่ม “ฉลาดขึ้น” โดยสามารถจัดการงานได้แบบอัตโนมัติ ลดการพึ่งพามนุษย์ และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานคอมพิวเตอร์อย่างมหาศาล
ยุค Time-Sharing & Multi-user (1960s–1970s) นี่คือช่วงเวลาที่ระบบปฏิบัติการก้าวกระโดดจากการทำงานแบบเดี่ยว สู่การรองรับผู้ใช้หลายคนพร้อมกัน — คอมพิวเตอร์เครื่องเดียวสามารถให้หลายคนใช้งานได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติแนวคิดการใช้คอมพิวเตอร์ในยุคนั้น
  • CTSS (Compatible Time-Sharing System) และ Multics (Multiplexed Information and Computing Service) คือระบบแรก ๆ ที่เปิดทางให้ผู้ใช้หลายคนสามารถเข้าถึงระบบได้พร้อมกัน โดยแบ่งเวลาใช้งานของ CPU อย่างชาญฉลาด
  • UNIX เปิดตัวในช่วงปลายยุคนี้ และกลายเป็น “ตัวเปลี่ยนเกม” ด้วยความเสถียร ความยืดหยุ่น และความสามารถในการพกพาไปใช้งานบนฮาร์ดแวร์หลากหลายประเภท ทำให้กลายเป็นรากฐานของระบบปฏิบัติการสมัยใหม่
  • นักพัฒนารุ่นใหม่เริ่มเข้าถึงคอมพิวเตอร์ได้ง่ายขึ้น สนุกกับการเขียนโปรแกรม ทดลองระบบ และสร้างเครื่องมือใหม่ ๆ ที่ต่อยอดจาก OS เดิม
สรุป ระบบปฏิบัติการในยุคนี้เริ่ม “แชร์ได้” — รองรับผู้ใช้หลายคน และ “ใช้งานจริงจัง” — มีความเสถียรและยืดหยุ่นมากพอสำหรับการพัฒนาโปรแกรมและระบบใหม่ ๆ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้คอมพิวเตอร์ในเชิงสังคมและเชิงพาณิชย์อย่างแท้จริง
ยุค GUI & คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (1980s) ยุคนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ “คอมพิวเตอร์” กลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ ไม่ใช่แค่เครื่องมือของนักวิทยาศาสตร์หรือคนไอทีอีกต่อไป เพราะระบบปฏิบัติการเริ่มมี GUI (Graphical User Interface) หรือ “หน้าจอกราฟิก” ที่ให้ผู้ใช้สามารถ คลิกเมาส์แทนการพิมพ์คำสั่ง ทำให้การใช้งานง่ายขึ้นอย่างมหาศาล
  • Macintosh และ Windows 1.0 เปิดตัวพร้อม GUI ที่ใช้งานง่าย ทำให้คนทั่วไปเริ่มใช้คอมพิวเตอร์ในชีวิตประจำวัน เช่น พิมพ์งาน เล่นเกม หรือจัดการไฟล์
  • Windows 3.0 ยกระดับความเสถียรและรองรับการใช้งานหลายโปรแกรมพร้อมกัน (multitasking) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานแบบมืออาชีพบนคอมพิวเตอร์
  • GUI เปลี่ยนโลกการใช้งานคอมไปตลอดกาล เพราะไม่ต้องเรียนรู้คำสั่งซับซ้อนอีกต่อไป แค่คลิก ลาก และวาง ทุกอย่างก็ทำงานได้
สรุป คอมพิวเตอร์ไม่ใช่ของคนไอทีอีกต่อไป — ทุกคนสามารถใช้งานได้ง่ายขึ้นด้วย GUI และระบบปฏิบัติการที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ “คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล” ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
ยุคอินเทอร์เน็ต & โอเพ่นซอร์ส (1990s) ยุคนี้คือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่ทำให้คอมพิวเตอร์กลายเป็นเครื่องมือสื่อสารระดับโลก และระบบปฏิบัติการก็เริ่มเปิดกว้างให้ทุกคนมีส่วนร่วม ไม่ใช่แค่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เท่านั้น
  • Windows 95 เปิดตัวพร้อมการรองรับอินเทอร์เน็ตและมัลติมีเดีย ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถเชื่อมต่อโลกออนไลน์ได้ง่ายขึ้น พร้อมกับอินเทอร์เฟซที่ใช้งานสะดวกและทันสมัย
  • Linux ถือกำเนิดขึ้นในฐานะระบบปฏิบัติการโอเพ่นซอร์สที่ทุกคนสามารถดาวน์โหลดไปใช้งาน แก้ไข และพัฒนาได้ฟรี กลายเป็นพื้นที่ทดลองและเรียนรู้ของนักพัฒนาและผู้สนใจทั่วโลก
  • นักศึกษาสายคอมเริ่มหัดใช้ Terminal และคำสั่งเชิงลึกกันอย่างจริงจัง เป็นยุคที่การเขียนโปรแกรมและการเข้าใจระบบ OS กลายเป็นทักษะที่น่าตื่นเต้นและเข้าถึงได้มากขึ้น
สรุป ระบบปฏิบัติการไม่ใช่ของบริษัทใหญ่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป — มันกลายเป็นของ “ทุกคน” ที่อยากเรียนรู้ ทดลอง และสร้างสิ่งใหม่ ๆ ด้วยตัวเอง เป็นยุคแห่งการเปิดกว้างและการมีส่วนร่วมในโลกเทคโนโลยีอย่างแท้จริง
ยุคสมาร์ตโฟน & คลาวด์ (2000s–ปัจจุบัน)
ในยุคนี้ ระบบปฏิบัติการ (OS) ขยายบทบาทจากเครื่องคอมพิวเตอร์ไปสู่สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ ที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น สมาร์ตวอช บ้านอัจฉริยะ หรือรถยนต์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

คลาวด์และการเชื่อมต่อออนไลน์ทำให้ OS สามารถจัดการข้อมูลและแอปพลิเคชันได้แบบเรียลไทม์ ไม่จำกัดอยู่แค่ฮาร์ดแวร์เครื่องเดียว และในยุค AI ปัจจุบัน OS เริ่มปรับตัวเพื่อรองรับ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง เช่น ผู้ช่วยอัจฉริยะ การประมวลผลภาพและเสียง การจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ หรือแม้แต่การปรับแต่งแอปให้เหมาะกับพฤติกรรมผู้ใช้ ทำให้ OS ไม่ใช่แค่ตัวกลางระหว่างผู้ใช้กับฮาร์ดแวร์อีกต่อไป แต่กลายเป็น สมองดิจิทัลที่คอยทำให้ชีวิตของเราง่ายและฉลาดขึ้น

  • สมาร์ตโฟนทุกเครื่องมี OS เช่น Android, iOS, และ HarmonyOS ซึ่งทำหน้าที่จัดการแอป การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และประสบการณ์ผู้ใช้ให้ลื่นไหลและปลอดภัย
  • OS ถูกออกแบบให้รองรับการใช้งานที่ซับซ้อนมากขึ้น ทั้งการสื่อสารแบบเรียลไทม์ การประมวลผลภาพ เสียง และการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่น ๆ อย่างไร้รอยต่อ
  • คลาวด์คอมพิวติ้ง กลายเป็นเบื้องหลังของทุกบริการที่เราใช้ ตั้งแต่การจัดเก็บไฟล์งาน รูปภาพ ไปจนถึงระบบหลังบ้านของแอปพลิเคชัน
  • บริการอย่าง Google Cloud, AWS, และ Microsoft Azure ช่วยให้ข้อมูลสามารถเข้าถึงได้จากทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์เครื่องเดียวอีกต่อไป
สรุปภาพใหญ่ของยุคนี้คือมือถือกลายเป็นศูนย์กลางของชีวิตดิจิทัล คลาวด์คือพลังเบื้องหลังที่ขับเคลื่อนทุกบริการ ทุกอย่างเชื่อมโยงกันแบบเรียลไทม์ ทั้งข้อมูล ผู้ใช้ และอุปกรณ์
สรุป
วิวัฒนาการของระบบปฏิบัติการ (Operating System: OS) ถือเป็นหัวข้อที่สำคัญและน่าสนใจ เนื่องจาก OS เป็นรากฐานสำคัญที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยีทุกประเภท ตั้งแต่คอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปไปจนถึงสมาร์ตวอช์ ระบบปฏิบัติการช่วยให้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ การทำความเข้าใจระบบปฏิบัติการอย่างลึกซึ้งช่วยให้ผู้พัฒนาโปรแกรมสามารถออกแบบซอฟต์แวร์ที่ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ จัดการทรัพยากรของระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้รวดเร็ว นอกจากนี้ยังช่วยเตรียมความพร้อมสำหรับการทำงานในสายงานพัฒนาซอฟต์แวร์ (Dev) ในระดับมืออาชีพ เพราะ OS เป็นรากฐานที่ทุกนักพัฒนาจำเป็นต้องเข้าใจเพื่อสร้างระบบและแอปพลิเคชันที่มั่นคงและปลอดภัยดังนั้น การศึกษาวิวัฒนาการของ OS ไม่เพียงแต่ให้ความรู้เชิงเทคนิค แต่ยังเสริมสร้างทักษะการพัฒนาและการจัดการระบบที่มีประสิทธิภาพสำหรับการทำงานในโลกเทคโนโลยีสมัยใหม่

บรรณานุกรม

น้อง ๆ ที่สนใจ ดูรายละเอียดหลักสูตรของคณะวิทย์ ได้ที่ https://science.utcc.ac.th/#course ไม่ต้องจบสายวิทย์ ก็เรียนวิทย์ได้ -> สมัครเรียน ได้ที่ https://www.utcc.ac.th/admission/ หรือสอบถามได้ที่ @utcccare

#คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี #มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

เขียนโดย: ผศ.สิริธร เจริญรัตน์

แชร์บทความนี้

หลักสูตร